นิกาย มอร์มอน

posted on 19 Jul 2009 15:55 by paris-pink


มอร์มอนเป็นลัทธิเทียมเท็จหรือไม่? มอร์มอนเชื่ออะไร?

 

คำถาม: มอร์มอนเป็นลัทธิเทียมเท็จหรือไม่? มอร์มอนเชื่ออะไร?

คำตอบ:


 

ศาสนามอร์มอน เกิดขึ้นเมื่อเกือบสองร้อยปีที่ผ่านมาโดย Joseph Smith ผู้ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาหาเขาเป็นการส่วน ตัวและบอกกับเขาว่าคริสตจักรทั้งหมดและหลักความเชื่อของคริสตจักรทั้งหมด เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า Joseph จึงตั้งศาสนาใหม่เอี่ยมขึ้นมาแล้วอ้างว่าเป็น “คริสตจักรที่ถูกต้องคริสตจักรเดียวในโลก” แต่ปัญหาเกี่ยวกับลีทธิมอร์มอนก็คือมันขัดแย้ง, แก้ไขเปลี่ยนแปลงและขยายพระคัมภีร์ออกไป

คริสเตียนไม่มีเหตุผลอะไรที่จะคิดว่าพระคัมภีร์ไม่เป็นความจริงและไม่เพียงพอ การที่จะเชื่อพระเจ้าและวางใจในพระองค์หมายความว่าเราจะต้องเชื่อในพระวจนะ ของพระองค์ และข้อพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าพระคัมภีร์มาจากพระองค์ (2 ทิโมธี 3:16)


ลัทธิมอร์มอนเชื่อว่าอันที่จริงแล้วพระวจนะที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้ามี แหล่งที่มาสี่แหล่งแทนที่จะเป็นแหล่งเดียว คือ 1) พระคัมภีร์ “หากได้รับการแปลอย่างถูกต้อง” แต่ไม่ได้บอกว่าข้อไหนที่แปลผิด 2) พระคัมภีร์มอร์มอน ที่ “แปล” โดย Charles Smith และได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นมาในปี ค.ศ 1830 Charles Smith อ้างว่าพระคัมภีร์ฉบับนี้ “ถูกต้องที่สุด” ในโลก และผู้อ่านน่าจะได้เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นด้วยการติดตามคำสอนของหนังสือเล่ม นี้ “มากกว่าหนังสือเล่มใดทั้งสิ้น” 3) หลักคำสอนและพันธสัญญา ที่ลัทธิมอร์มอนถือว่าเป็นข้อพระคัมภีร์ประกอบด้วยการเปิดเผยสำแดงสมัยใหม่ มากมายเกี่ยวกับ “คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีแล้ว” 4) ไข่มุกล้ำค่า ซึ่งลัทธิมอร์มอนถือว่าเป็นหนังสือที่ “อธิบายจนหมดข้อสงสัย” หลักคำสอนและคำสอนที่ตกหล่นไปจากพระคัมภีร์และหนังสือนี้ได้ต่อเติมข้อมูล ของพวกเขาเกี่ยวกับกำเนิดของโลกเข้าไป


ลัทธิมอร์มอนเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าดังนี้: พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นองค์ยิ่งใหญ่สูงสุดในจักรวาลแต่ทรงได้รับฐานะโดยทางการ ทรงอยู่อย่างชอบธรรมและความพยายามที่ไม่ลดละ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้า พระบิดา ทรงมี “ร่างกายที่ประกอบด้วยเนื้อหนังและกระดูกที่จับต้องได้เหมือนที่มนุษย์มี” แม้ว่าจะถูกทิ้งโดยผู้นำหัวสมัยใหม่ของมอร์มอน Brigham Young ได้สอนไว้ว่าอันที่จริงแล้วอาดัมคือพระเจ้าและบิดาของพระเยซูคริสต์

 

แต่คริสเตียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าดังนี้ว่า: มีพระเจ้าองค์เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4, อิสยาห์ 43:10, 44:6-8), พระองค์ทรงดำรงอยู่เสมอมาและตลอดไป (เฉลยธรรมบัญญัติ 33:27, สดุดี 90:2, 1 ทิโมธี 1:17), พระองค์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแต่ทรงเป็นผู้สร้าง (ปฐมกาล บทที่ 1, สดุดี 24:1, อิสยาห์ 37:16) พระองค์ทรงไร้ตำหนิและไม่มีใครเทียบเท่าพระองค์ได้ (สดุดี 86:8, อิสยาห์ 40:25) พระเจ้าพระบิดาทรงไม่ใช่มนุษย์ และไม่เคยทรงเป็นมนุษย์ (กันดารวิถี 23:19, 1 ซามูเอล 15:29, โฮเชยา 11:9) พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ (ยอห์น 4:24) และพระวิญญาณทรง ไม่ได้ประกอบด้วยเนื้อหนังและกระดูก (ลูกา 24:39)


ลัทธิมอร์มอนเชื่อว่าอาณาจักรหลังความตายมีอยู่สามระดับที่แตกต่างกัน คือ อาณาจักรสวรรค์ (Celestial Kingdom), อาณาจักรบนพื้นโลก (Terrestrial Kingdom), อาณาจักรของผู้ไม่เชื่อ (Telestial Kingdom and outer darkness) มนุษย์จะไปจบลงที่อาณาจักรไหนขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเชื่อและทำอะไรในขณะที่มี ชีวิตอยู่ แต่พระคัมภีร์บอกเราว่าหลังความตายเราจะไปสวรรค์หรือนรกขึ้นอยู่กับว่าเรามี ความเชื่อในพระเยซูหรือไม่ การละสังขารในฐานะผู้เชื่อหมายถึงการไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (2 โครินธ์ 5:6-8) ผู้ไม่เชื่อจะถูกส่งไปนรกหรือแดนมรณา (ลูกา 16:22-23) เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาในครั้งที่สอง เราจะได้รับกายใหม่ (1 โครินธ์ 15:50-54) จะมีสวรรค์และโลกใหม่สำหรับผู้เชื่อ (วิวรณ์ 21:1) และผู้ไม่เชื่อจะถูกโยนลงไปยังบึงไฟนรกตลอดกาล (วิวรณ์ 20:11-15) ไม่มีการไถ่ครั้งที่สองหลังความตาย (ฮีบรู 9:27)

ผู้นำของลัทธิมอร์มอนสอนว่าการเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูคือผลของการมีความ สัมพันธ์ทางร่างกายระหว่างพระเจ้าพระบิดาและนางมารีย์ พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นหนึ่งในพระเจ้า และมนุษย์ก็สามารถเป็นพระเจ้าได้เหมือนกัน แต่คริสเตียนได้ถูกสอนมาว่าพระเจ้าทรงเป็นตรีเอกานุภาพ และพระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ในฐานะพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มัทธิว 28:19) และจะมีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่เลือกพระองค์ “จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก” (มัทธิว 7:13) เราทุกคนสมควรที่จะได้รับการลงโทษนิรันดร์สำหรับความบาปของเรา แต่ด้วยความรักและพระคุณอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้าเราจึงมีทางออก “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ของเรา” (โรม 6:23)

มันชัดเจนอยู่แล้วว่าทางเดียวที่เราจะได้รับความรอดคือการได้รู้จักกับพระ เจ้าและพระบุตรของพระองค์, พระเยซู (ยอห์น 17:3) มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำแต่โดยความเชื่อ (โรม 1:17, 3:28) เมื่อเรามีความเชื่อนี้เราก็จะเชื่อฟังกฎของพระเจ้าโดยอัตโนมัติ และได้รับบัพติศมาอันเนื่องมาจากความรักที่เรามีต่อพระองค์ ไม่ใช่เพราะเป็นข้อเรียกร้องในการที่จะได้รับความรอด เราสามารถรับของขวัญนี้ได้ไม่ว่าเราจะเป็นใครและได้ทำอะไรลงไปบ้างในอดีต (โรม 3:22) “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กิจการ 4:12) แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้เชื่อในลัทธิมอร์มอนจะเข้ากับคนง่าย, เต็มไปด้วยความรัก, และเป็นคนมีเมตตา – พวกเขาเกี่ยวข้องกับศาสนาเทียมเท็จและบิดเบือนพระลักษณะของพระเจ้า, ของพระเยซูคริสต์ และทางที่จะนำไปสู่ความรอด


 

http://endtimewarning.net/modules.php?name=News&new_topic=3


STORY 
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sriphat&date=24-08-2005&group=2&gblog=1


กริ๊งๆ กริ๊งๆ… แกรกๆ

บ่ายวันนั้น เสียงกระดิ่งจากรถถีบสองคันแหวกความสงบของซอยอินทามาระเข้ามาอย่างเอื่อย เฉื่อย ชาวบ้านที่เห็นพวกเขาก็คงเข้าใจว่า ฝรั่งผมทองตาสีฟ้าสองคนนี้คงปั่นจักรยานไปทำงานกับบริษัทต่างชาติที่ไหนสัก แห่งซึ่งตั้งสาขาอยู่ในเมืองไทยตามปกติวิสัยที่ชาวต่างชาติรวมถึงคนไทยบางคน ชอบทำในยุคน้ำมันแพง

แต่การปั่นในแง่ที่ว่านั้น…เป็นการปั่นเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ
กลับกัน...ฝรั่งสองคนที่เราพบวันนั้นกลับปั่นด้วยแรง "ศรัทธา" ในบางสิ่ง
โดยไม่เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพแต่อย่างใด…


- 1 -

ก่อนกล่าวถึงพวกเขา เราคงต้องล้างและลบภาพพฤติกรรมที่บางศาสนาหรือบางความเชื่อพยายามยัดเยียด สู่ผู้คนโดยการจู่โจมและสร้างความน่ารำคาญโดยอาศัยความเกรงใจของคนไทยเป็น จุดอ่อนออกเสียก่อน เพราะชายทั้งสองคนซึ่งมีความเชื่ออีกแขนงนี้ กลับสุภาพอ่อนโยนกว่าที่เราคาดคิด

พวกเขาเรียกตัวเองว่า Elder มีวัตรปฏิบัติเยี่ยงนักบวชทั้งในชีวิตส่วนตัวรวมถึงชีวิตประจำวัน

พวกเขาเดินทางไปในที่ซึ่งชะตากรรมลิขิตและเชื่อว่าการกระทำนั้นก็คือการรับใช้ผู้อื่น และสร้างความสุขให้กับจิตวิญญาณของตนเอง

พวกเขาไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มน้ำชา กาแฟ…รวมไปถึงชาเขียวของเสี่ยตัน โออิชิ

และทุกวันตั้งแต่สายๆ พวกเขาจะใช้เวลาออกขี่จักรยานตระเวนประกาศศาสนาตามตรอกซอกซอยคล้ายดั่ง มิชชันนารีในคริสต์นิกายอื่นเมื่อหลายร้อยปีก่อนกระทำ
ทุกเช้า Elder Parker และ Elder Van จะตื่นขึ้นเพื่อทำกิจวัตรประจำวันตั้งแต่หกโมงครึ่ง นั่งท่องสวดศึกษาคัมภีร์ตามหลักศาสนาจนถึง 10 โมง ก่อนหนังสือจะเปลี่ยนเล่มเป็นภาษาไทย และพวกเขาจะใช้เวลากับบทเรียนอีกราว 30 นาทีแล้วปิดประตูที่พำนักจับจักรยานคู่ใจถีบออกไปทำหน้าที่ "รับใช้" ผู้คน ก่อนจะกลับที่พำนักในเวลา 3 ทุ่มตรง และเข้านอนในเวลา 4 ทุ่ม ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเขาปฏิบัติโดยเคร่งครัดอย่างยิ่ง

กว่าจะถึงวันนี้ที่ Elder Parker และ Elder Van ปั่นรถถีบอยู่ในท้องถนนของ บางกอก ไทยแลนด์ ใครจะเชื่อบ้างว่าพวกเขาเตรียมตัวทำเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่อายุ 14-15 ปี

"ผมเป็นสมาชิกของศาสนจักร (มอรมอน:พระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย) ตั้งแต่เกิด ผมปรารถนาจะพิสูจน์ว่าศาสนจักรนี้ถูกต้องหรือไม่ เลยลองสมัครมาสอนศาสนา ผมมาจากรัฐยูท่าห์ ในสหรัฐอเมริกา ศาสนานี้มีกฎเข้มพอสมควร ผมจึงอยากรู้ว่าควรต้องรักษากฎนี้หรือไม่…" เอลเดอร์ พาร์เกอร์ เล่าอดีตก่อนมาสอนศาสนาในเมืองไทย

เช่นเดียวกัน ห่างไปทางเหนือหลายพันไมล์ในแคนาดา...ที่เมืองชาร์ลดีล จังหวัดแอลเบอร์ตา (เอลเดอร์) แวนซ์ (เจ้าตัวสะกดชื่อของเขาเป็นภาษาไทยแบบนี้)ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นก็มีความ รู้สึกไม่ต่างกัน

"ผมเป็นสมาชิกของศาสนจักรนี้ตั้งแต่เกิด พ่อแม่ก็เป็น ที่มาเพราะผมต้องการพิสูจน์ พ่อแม่บอกศาสนจักรนี้ถูกต้อง แต่ผมเองยังไม่แน่ใจจึงทดลองมา"

สองคนเล่าว่าชีวิตวัยเด็กโดนปลูกฝังจากศาสนจักรและพ่อแม่ ให้มีความรักในครอบครัว และโดยส่วนตัว พวกเขามีความหวังทำงานเก็บเงินสักก้อนขณะนั้นเพื่อออกเดินทางทางจิตวิญญาณ เมื่อพวกเขาอายุ 19-20 ปี
เป็นการไปใช้ชีวิตในต่างแดนในแบบที่ต่างจาก Backpacker ที่ฮิตทั่วโลกโดยสิ้นเชิง…


- 2 -

ทั้งสองคนเล่าว่าถูกส่งไปอบรมเป็นเวลา 10 อาทิตย์ เพื่อเรียนภาษาของประเทศที่พวกเขากำลังจะถูกส่งไป วิธีการสอนศาสนา รวมถึงรับฟังประสบการณ์จากครูสอนศาสนาที่เคยมาอยู่ในประเทศนั้นก่อน

"เราสมัครกับทางศาสนจักรแล้วเขาจะส่งรายละเอียดไปที่ศูนย์ใหญ่ ศาสนจักรเราจะมีคนๆ หนึ่งที่เป็นศาสดาผู้พยากรณ์ เป็นประธานของศาสนจักรนี้ ผู้นั้นจะได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าและจะบอกว่าคุณจะได้ไปที่ไหน ประเทศไหน แล้วเราก็จะรับการอบรมก่อนไป ไม่จำเป็นว่าผมต้องเก่งในการสอนศาสนา ทั้งหมดเกี่ยวกับความปรารถนาที่จะรับใช้คนอื่น เก่งภาษาหรือไม่ก็ได้ ภาษาไทยยากนะครับ(ยิ้ม) ผมเคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อนก็ยังจำไม่ได้เลย นี่ก็เป็นภาษาที่ต่างออกไปอีก การเรียนภาษาอื่นมันยาก อาจเหมือนเวลาคนไทยเรียนภาษาอังกฤษ ผมไม่สามารถบอกว่าที่เรียนภาษาไทยได้เพราะทักษะของผม ผมขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าที่จะพูดภาษาไทยได้บ่อยๆ"

เอลเดอร์ พาร์เกอร์ เปิดเผยถึงสิ่งที่พวกเขาต้องฝึกฝนก่อนมาซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึง "ศรัทธา" ในทำงานที่พวกเขาจะต้องมาทำอีกด้วย

ถึงบรรทัดนี้ ต้องย้อนทำความเข้าใจกันสักนิดว่า "ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย" หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "มอร์มอน" ที่เอลเดอร์แวนซ์ กับพาร์เกอร์ สังกัดอยู่นั้นเข้ามาเมืองไทยนานร่วม 30 ปีได้แล้ว

มอร์มอนก่อตั้งโดยโจเซฟ สมิธ ที่สหรัฐเมื่อปี 1830 (พ.ศ.2373) ในหลักการเบื้องต้นซึ่งพาร์เกอร์เล่าให้คนต่างศาสนาอย่างเราฟังคือพวกเขา เชื่อว่านอกจากคัมภีร์ไบเบิลแล้วยังมีคำสอนอีกเล่มคือพระคัมภีร์มอร์มอน ซึ่งพระเจ้าได้แสดงต่อโจเซฟ สมิธ ผ่านจารึกต่างๆ และพวกเขาเชื่อว่านี่คือศาสนาของพระเจ้าที่ได้รับการฟื้นฟูในยุคปัจจุบัน

มอร์มอนไม่มีบาทหลวง แต่มีผู้เผยแผ่ที่เรียกว่าเอลเดอร์ (ผู้ชาย) และ ซิสเตอร์ (ผู้หญิง) ซึ่งไม่ใช่แม่ชีในมโนภาพที่เรารู้จักผ่านศาสนาคริสต์นิกายใหญ่ๆ อย่างโรมันคาทอลิกแต่อย่างใด

"ศาสนจักรเราไม่มีบาทหลวง และคนที่มาไม่มีใครมีรายได้อะไรจากการทำตรงนี้ ทุกคนสมัครใจมา คนสอนศาสนาอย่างผมมีหัวหน้าคือ "ประธานคณะเผยแพร่" (สำหรับใน 1 ประเทศ) ส่วนสาขาแต่ละเขตจะมี "ประธานสาขา"คอยช่วยเหลือ แต่ละโบสถ์มีคนสอนศาสนา 2-6 คน ที่นี่ (สุทธิสาร) มี 6 คน ยังมีคนสอนสูงอายุที่เขารับใช้เต็มเวลาด้วย"

พาร์เกอร์ ขยายความต่อว่า "ที่ใช้คำว่า 'รับใช้' เพราะเราไม่มีรายได้ ทำด้วยความเต็มใจ เราไม่สอนศาสนาอย่างเดียว สอนภาษาด้วยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ซึ่งทำทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าคริสต์นิกายอื่นและทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้นครับ เราต่างออกไปเพราะมีความเชื่อว่ามีศาสดาผู้พยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าอยู่บนโลกนี้แล้วเท่านั้น" พาร์เกอร์อธิบาย

มอรมอนถือเป็นอีกความเชื่อหนึ่งซึ่งก็มีวิถีของตนเองและก็มีการเผยแผ่ในแบบ เฉพาะ เอลเดอร์ทั้งคู่บอกผมว่าเขาไม่ได้ถูกใครบังคับให้เดินทางมาเพื่อใช้ชีวิต คล้ายนักบวชและเผยแผ่ศาสนาในสังคมและประเทศที่เขาไม่เคยรู้จักไกลจากบ้าน เกิดเป็นพันไมล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่มีอายุเพียง 19-20 ปี ซึ่งควรจะเป็นวัยสนุกสนานมากกว่า

"ผมทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เก็บเงินเพื่อจะมาเป็นผู้สอนศาสนา ที่เดินทางมานี่ค่ากินค่าอยู่ ศาสนจักรไม่ได้สนับสนุนครับ พ่อแม่หรือญาติสามารถช่วยเรื่องเงินทองได้ แต่นี่เป็นการตั้งเป้าหมายของตัวผมเองมานานแล้วที่อยากออกมาทำอย่างนี้สัก ครั้ง
ผมเห็นคนที่มาสอนกลับไปเล่าประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในการรับใช้คนต่างประเทศ อาจมีสัก 10 คนที่รับความสุขไป เราอยากได้ความสุขแบบนี้บ้าง แน่นอนในอนาคตเราต้องมีการเก็บเงินเพื่อตัวเอง เพื่อที่จะมีอาหาร ที่พัก แต่ช่วงหนึ่งของชีวิตเราเชื่อว่าความสุขจะหาได้ในการรับใช้คนอื่น ผมเชื่อว่าระยะเวลา 2 ปีจะช่วยให้ผมมีความสุขมากกว่าที่เคยมีมาในวัยหนุ่มที่หายไป"

แวนซ์ เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน "ผมเริ่มเก็บเงินตอนอายุ 17 ปี เพื่อมาสอนศาสนา ผมจ่ายทั้งหมดเองครับ คิดว่าเรื่องนี้สำคัญ แม้ศาสนจักร(มอร์มอน)จะไม่ว่าอะไร และมีกฎเปิดทางว่าพ่อแม่หรือญาติสามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้ การเดินทางมาแบบนี้มีคุณค่าบางอย่างสำหรับผมมาก"


- 3 -

ชีวิตเอลเดอร์ต่างแดนของผู้ถือนิกายมอรมอนแต่ละคน จะมีช่วงเวลาสั้นๆ คือไม่เกิน 2 ปี สำหรับผู้ชาย และ 18 เดือนสำหรับผู้หญิง เพราะมอรมอนเป็นศาสนจักรที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักคือครอบครัว ซึ่งนั่นทำให้พาร์เกอร์และแวนซ์ไม่ค่อยคิดถึงบ้านมากนักและสามารถเก็บเกี่ยว ความสงบสุขแ